From Managing Director
To Shareholders
ในช่วงปี 2563-2564 ที่ผ่านมานี้ถือเป็น 2 ปี แห่งความท้าทายในการดำเนินธุรกิจของบริษัทเป็นอย่างยิ่ง ภายใต้สถานการณ์ของการแพร่ระบาดของไวรัสโคโรนา 2019 (COVID 2019) ที่มีมาต่อเนื่อง ซึ่งส่งผลกระทบต่อภาวะเศรษฐกิจทั่วโลกและเศรษฐกิจในประเทศ
ในช่วงต้นปี 2564 ที่ผ่านมามีแนวโน้มของการเกิดขึ้นของโครงการใหม่หลายโครงการ บริษัทฯได้มีโอกาสเข้าร่วมประมูลงานหลายโครงการสำหรับโรงงานผลิต LNG Plant และโรงงานอุตสาหกรรมปิโตรเคมีในหลายประเทศ ขณะที่ภาวะราคาน้ำมันและราคาก๊าซในตลาดโลกมีความผันผวนจากหลายปัจจัย ประกอบกับยังคงมีความกังวลในเรื่องการระบาดของไวรัสโคโรนา 2019 (COVID 2019)ในหลายประเทศ โดยเฉพาะในอเมริกาและยุโรป การลงทุนในอุตสาหกรรมที่เกี่ยวกับน้ำมันและก๊าซธรรมชาติและอุตสาหกรรมปิโตรเคมีจึงยังมีการชะลอตัว การตัดสินใจลงทุนในโครงการใหม่ของโครงการใหญ่ๆ ถูกประกาศให้เลื่อนออกไปจากแผนเดิม
อย่างไรก็ดีราคาน้ำมันและราคาก๊าซในตลาดโลกก็เริ่มมีแนวโน้มปรับตัวสูงขึ้นในปลายปี 2564 รวมถึงการปรับตัวรับมือกับการระบาดของไวรัสโคโรนา 2019 (COVID 2019) โครงการที่ลูกค้าได้ขอระงับการก่อสร้างไปก่อนหน้านี้ ได้กลับมาเริ่มงานอีกครั้งในปลายปี 2564 ทำให้ ณ วันที่ 31 ธันวาคม 2564 บริษัทฯ มีงานในมือกว่า 4,700 ล้านบาท ที่จะรับรู้รายได้ใน 1-2 ปีข้างหน้านี้ และโครงการที่บริษัทอยู่ระหว่างการเข้าร่วมประมูล เป็นเพียงการชะลอแต่ยังคงเตรียมความพร้อมไว้สำหรับขั้นตอนสุดท้ายของการอนุมัติตัดสินใจลงทุนหรือดำเนินการจากเจ้าของโครงการ ที่คาดว่าจะเกิดขึ้นใน 1-2 ปีข้างหน้านี้ ดังนั้นจึงถือเป็นแนวโน้มและทิศทางที่ดีสำหรับปี 2565 ซึ่งบริษัทได้เข้าร่วมประมูลงานโครงการเหล่านั้นไว้แล้ว
นอกจากนี้บริษัทฯ จะยังคงมุ่งเน้นธุรกิจรื้อถอนแท่นขุดเจาะน้ำมัน (De-commissioning of Offshore Platform) โดยเฉพาะแท่นสัมปทานในอ่าวไทยซึ่งจะต้องเริ่มรื้อถอนตามแผนของผู้รับสัมปทานและแผนของกรมเชื้อเพลิงธรรมชาติ จำนวนหลายแท่นในปี 2565 ซึ่งบริษัทเป็นผู้ประกอบการโรงงานที่ได้รับอนุญาตและมีพื้นที่รองรับงานประเภทนี้ถือเป็นรายใหญ่ของประเทศ และยังมีคู่แข่งน้อยรายเมื่อเทียบกับจำนวนของแท่นขุดเจาะที่จะอยู่ในแผนการรื้อถอน โดยบริษัทฯ เข้าร่วมประมูลงานรื้อถอนแท่นอีกหลายรายการ ซึ่งมีแนวโน้มที่ดีในโอกาสที่จะได้รับงานประเภทนี้อย่างต่อเนื่อง โดยจะเริ่มทราบผลการประมูลประมาณไตรมาสแรกของปี 2565
บริษัทฯ ยังคงมองหาโอกาสทางธุรกิจอื่นๆ เพื่อให้เกิดความต่อเนื่องในการดำเนินธุรกิจของกลุ่มบริษัท STPI และสามารถสร้างรายได้แบบต่อเนื่อง (Recurring Income) ให้แก่กลุ่มบริษัทฯ ในระยะยาว โดยเฉพาะการขยายธุรกิจในด้านการพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ และโลจิสติกส์ โดยมีบริษัท เอสที พร็อพเพอร์ตี้ แอนด์ โลจิสติกส์ จำกัด (“STPL”) ซึ่งเป็นบริษัทย่อยของบริษัทฯ ที่ ถือหุ้นอยู่ร้อยละ 100 และบริษัท เอสที ฮิลล์ จำกัด และบริษัท เอสที ฮับ จำกัด ซึ่งเป็นบริษัทย่อยที่ STPL ที่ถือหุ้นอยู่ร้อยละ 100 (“บริษัทในกลุ่ม”) ได้จำหน่ายสิทธิการเช่า และ/หรือ สิทธิการเช่าช่วง ของโครงการเกี่ยวกับคลังสินค้าและโรงงานพร้อมสำนักงาน โครงการอาคารศูนย์การค้า และ โครงการอาคารสำนักงาน ให้แก่ทรัสต์เพื่อการลงทุนในสิทธิการเช่าอสังหาริมทรัพย์แห่งหนึ่ง ได้สำเร็จในมูลค่าจำนวน 2,325 ล้านบาท จึงถือเป็นก้าวแรกและก้าวสำคัญในการเข้าสู่ธุรกิจพัฒนาอสังหาริมทรัพย์อย่างเต็มตัว และจะยังคงมุ่งมั่นพัฒนาการดำเนินธุรกิจในด้านนี้อย่างต่อเนื่อง
ในนามของคณะกรรมการและผู้บริหาร ขอขอบคุณ ผู้มีส่วนได้เสียทุกกลุ่มที่ให้ความไว้วางใจและสนับสนุนการดำเนินงานของบริษัทด้วยดีเสมอมา และขอให้เชื่อมั่นว่า กรรมการ ผู้บริหาร และพนักงาน จะมุ่งมั่นทุ่มเทในการสร้างการเจริญเติบโตทางธุรกิจ บนพื้นฐานของความยั่งยืนและยึดมั่นในหลักธรรมาภิบาล เพื่อให้บริษัทเติบโตอย่างมั่นคง และสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับผู้ถือหุ้นในระยะยาวต่อไป

